วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

การก่อสร้างในอดีต องค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในโบราณสถาน

     สิ่งก่อสร้างในอดีตทิ้งรอยเรื่องราวความเป็นมาและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานผ่านยุคสมัย พร้อมกับคำถามมากมายว่าคนโบราณสามารถสิ่งอันน่าตื่นหน้าตื่นตาอย่างนี้มาได้อย่างไร นอกจากความสวยงาม และประวัติศาสตร์แล้วมนุษย์เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีก่อสร้างและวิธีคิดขอ

      โบราณสถานต่างๆที่มีอยู่อย่างชุกชุมในทั่วทุกมุมโลก  แสดงให้เราเห็นถึงอารยะธรรมที่ยาวนานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ รวมถึงความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ความรู้ความสามารถในเชิงการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ยืนยงคงอยู่นานนับพันปีเป็นที่น่าประหลาดใจมิใช่น้อย มนุษย์ในยุคสมัยที่ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือสามารถสิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬารและสามารถยืนยงคงทนอยู่ได้นานนับๆพันปี ในขณะที่ปัจจุบัน เครื่องไม้เครื่องมือเพียบพร้อม ทั้งด้านทุนทรัพย์สติปัญญาและเครื่องไม้เครื่องมือ แต่สร้างมาได้ไม่นานก็ต้องเสื่อมถอยพังทลายลงอย่างง่ายดายหากเรามองในแง่ร้ายอาจจะเป็นเพราะปัจจัยหลักจากการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นตามยุคสมัยก็เป็นได้

           มีคนกล่าวไว้ว่าการศึกษาอดีตเป็นเรื่องที่สามารถทำให้เรากำหนดอนาคตได้ บางครั้งเราก็อดไม่ได้ที่เห็นการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอดีตไม่ว่าจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือโบราณสถานต่างๆที่มีอยู่อย่างชุกชุม  ทำให้เราคนในยุคปัจจุบันอดทึ่งในความสามารถนั้น สำหรับประเภทของการก่อสร้างโบราณสถานแบบต่างๆหากยึดเอาตามการแบ่งประเภทของการบูรณะของกรมศิลปากรก็จะแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้

           1.โบราณสถานที่สร้างด้วยดิน โบราณสถานแบบนี้มักเป็นโบราณสถานที่ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไรมากนักมักจะถูกสร้างเป็นกำแพงเมือวง คันคิน คูเมืองต่างๆ

           2.โบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ โบราณสถานจำพวกนี้ถูกก่อสร้างด้วยอิฐเป็นส่วนใหญ่  เช่น โบสถ์ วิหารเจดีย์ต่างๆ  ซึ่งกรรมวิธีขั้นตอนในด้านการก่อสร้างจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค

           3.โบราณสถานที่สร้างด้วยหินและศิลาแลง โบราณสถานจำพวกนี้มักถูกสร้างด้วยหินหรือศิลาแลงเป็นส่วนใหญ่ ดั่งพวกปราสาทหินที่พบในพื้นที่ต่างๆ  เช่น ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย เป็นต้น

           4.โบราณสถานที่สร้างด้วยไม้ เช่นพวกอาคารบ้านเรือนของราษฎรในอดีต ศาลา ที่โด่งดังก็เห็นจะเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆก็ทำการสร้างด้วยไม้เป็นหลักเช่นกัน

                             
                                 วัดไชยวัฒนารามอีกหนึ่งโบราณสถานที่สวยงามของไทย
                                       ภาพจาก www.pointthailand.com/
           ภูมิปัญญาในการคิดการสร้างสิ่งก่อสร้างในสมัยโบราณประกอบไปด้วยองค์ความรู้มากมาย ในการก่อสร้างบางสิ่งบางอย่างถ้าให้คนในสมัยนี้สร้างโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ยังล้าหลังเหมือนกันกับช่วงเวลานั้นก็ยังคงเป็นเรื่องหนักใจว่าจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้หรือไม่

           สิ่งก่อสร้างที่ออกจะดูน่าพิศวงในโลกเรามีอยู่ด้วยกันหลายแห่งที่ดูเข้มเขลังและเต็มไปด้วยปริศนาคงไม่มีโบราณสถานแห่งไหนเกินหน้าเกินตาปิรามิดแห่งเมืองกิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ร่วมกับสิ่งมหัศจรรย์ชนิดอื่น

           เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถูกกล่าวถึงครั้งแรกเมื่อราว 500 ปี ก่อนคริสตกาล ในงานของเฮโรโดตุส (Herodotos หรือ Herodotus) เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณนั้นประกอบไปด้วย

           1.มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ในประเทศอียิปต์ ก่อสร้างขึ้นราว 2,700 ปีก่อนคริสตกาล
           2.สวนลอยบาบิโลน ในประเทศอิรัก ก่อสร้างขึ้นราว 600 ปีก่อนคริสตกาล
           3.เทวรูปเทพซีอุส ในประเทศกรีก สร้างเมื่อประมาณ 462 ปีก่อนคริสตกาล
           4.วิหารไดอานา ในประเทศกรีก ก่อสร้างขึ้นราว 400 ปีก่อนคริสตกาล
           5.สุสานของกษัตริย์มอโซลุส ในประเทศตุรกีก่อสร้างขึ้นราว 353 ปีก่อนคริสตกาล
           6.เทวรูปโคโลสซูสแห่ง ในประเทศกรีกก่อสร้างขึ้นราว 280 ปีก่อนคริสตกาล
           7.ประภาคารฟาโรส ประเทศอียิปต์ ก่อสร้างขึ้นราว 271 ปีก่อนคริสตกาล

           หลังจากนั้นยังมีการจัดแบ่งสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางและโลกปัจจุบันอีก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้จัดลำดับ  ในปัจจุบัน สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณได้พังทลายลงหมดแล้วยังคงเหลือแค่ปิรามิดแห่งเมืองกิซ่าแห่งอาณาจักรอียิปต์ เท่านั้นที่ยังคงยืนยงคงอยู่ได้ มาตราบเท่าทุกวันนี้พร้อมด้วยปริศนาคำถามมากมายว่าปิรามิดขนาดมหึมาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรในยุคที่มนุษย์เรายังล้าหลัง ซึ่งผ่านกาลเวลามาแล้วนานกว่า 5,000 ปี  ปริศนาแห่งปิรามิดอียิปต์ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้

           ปิรามิดอียิปต์ถูกสร้างขึ้นโดยการนำหินขนาดมหึมาเรียงซ้อนกันซึ่งภายหลังนักวิทยาศาสตร์ต้องประหลาดใจเพราะการก่อสร้างปิรามิดดังกล่าวเป็นไปตามหลักการทางคณิตศาสตร์และเป็นไปตามทฤษฎีที่พิธาโกรัสได้คิดค้นขึ้นภายหลังทุกประการ  บริเวณตรงกลางฐานของปิรามิดใช้หินทรายและหินปูนเป็นแกนกลาง ซึ่งนำมาจากเมืองตุราซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองไคโรไปราวประมาณ 960 กิโลเมตร

           วิธีที่ชนชาวอิยิปต์ตัดแท่งหินขนาดใหญ่นั้นมีข้อสันนิษฐานในเชิงวิชาการต่างๆมากมาย บ้างว่าชาวอียิปต์ใช้สิ่วทองแดงทำการสกัด ใช้ลิ่มไม้ตอกสลับกับการเทน้ำลงเป็นระยะๆ จากนั้นจึงใช้ค้อนตอกลงอีกครั้งเพื่อต้องการตัดหินให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการเพื่อนำมาสร้างเป็นปิรามิด หินแต่ละก้อนมีน้ำหนักเฉลี่ยราว 2.5 ตันเลยทีเดียว ในขณะที่บางก้อนก็ใหญ่โตมโหฬารมีน้ำหนักมากถึง 15 ตัน  การลำเลียงหินน้ำหนักขนาดนั้นจึงกระทำได้ยากมากๆ  แต่สันนิษฐานกันว่าชาวอิยิปต์โบราณใช้การ เคลื่อนย้ายหินมาในช่วงฤดูน้ำหลากโดยใช้ล้อเลื่อนช่วยผ่อนแรงทำให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้น  โดยใช้แรงงานคนช่วยกันลาก  เชื่อกันว่าการสร้างปิรามิดใช้เวลากว่า 30 ปีเลยทีเดียว

                              
                                         ปิรามิด สิ่งก่อสร้างโบราณที่เต็มไปด้วยปริศนา
                                           ภาพจาก http://school.obec.go.th/
           แต่มีบางกระแสที่เชื่อว่าชาวอียิปต์ใช้วิธีการสร้างทางลำเลียงก้อนหินขึ้นไปสู่ยอดเป็นขั้นบันได้เมื่อทำการก่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้ทำลายขั้นบันไดที่ใช้ลำเลียงหินนั้นทิ้งไปเสีย เหล่านี้เป็นแต่เพียงข้อสันนิษฐานที่ยังไม่มีใครอาจหาญยืนยันว่าแท้ที่จริงแล้วชาวอียิปต์สร้างปิรามิดได้อย่างไร

           มีบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริศตกาลที่เคยเดินทางมาประเทศอิยิปต์ได้บันทึกไว้ว่า ชนชาวอิยิปต์สร้างปิรามิดได้ด้วยการอาศัยเครื่องยกหิน โดยเครื่องยกดังกล่าวทำจากแท่งไม้ยาวๆ  มีลักษณะคล้ายปั่นจั่นเพื่อใช้ในการทุ่นแรงในการยกหินขึ้นไปวางเรียงราย   แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยเกี่ยวกับเครื่องมือที่ถูกกล่าวไว้ในอียิปต์เลย   แต่ถึงกระนั้นหลักฐานก็บ่งชี้ว่าชนชาวอียิปต์เรียนรู้เกี่ยวกับการผ่อนแรงมานานแล้ว พวกเขานำเอาต้นปาปิรัสมา มัดรวมกันเพื่อทำเป็นตาชั่ง ทำเป็นคานบนกระเดื่อง  เพื่อใช้ชั่งน้ำหนัก ทั้งยังรู้วิธีการวิดน้ำเข้าสวนเข้าไร่ของพวกเขา โดยการใช้คานวิดเหมือนกัน

           ไม่ว่าจะสันนิษฐานกันมาอย่างไร แต่การก่อสร้าง ปิรามิดยังคงเต็มไปด้วยปริศนามาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

           ส่วนการก่อสร้างสถานที่ต่างในสมัยโบราณของเมืองไทยนั้น ถูกจัดแบ่งออกเป็น 4 ประเภท นอกจากประสาทหินที่มีอยู่ชุกชุมใน แถบภาคอีสาน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากขอมนั้น ศิลปะที่เป็นของไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสิ่งก่อสร้างจากอิฐ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทที่ 2 ของกรมศิลปากร ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การก่อสร้างในลักษณะนี้มีพัฒนาการเรื่อยมา

           วัสดุก่อหรืออิฐในอดีตสามารถสร้างได้โดย อาศัยวัสดุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเอามาทำให้แข็งตัวเพื่อได้เป็นอิฐใช้ในการก่อสร้าง มนุษย์เราเรียนรู้เกี่ยวกับการทำอิฐมานานนับพันปี  พบว่ามนุษย์เริ่มใช้อิฐในการก่อสร้างครั้งแรกๆตั้งแต่สมัยอียิปต์ยังเรืองอำนาจ โดยนำดินจากแม่น้ำไนล์มาปั้นเป็นก้อนตามต้องการแล้วนำไปตากให้แห้งโดยไม่ผ่านการเผา เมื่อแห้งดีแล้วจะนำมาใช้งานเลยทันทีเพราะสภาพภูมิอากาศแถบนั้นมีฝนตกน้อย  แต่ในแถบอารยะธรรมไทกริก ยูเฟรติส กลับใช้ดินดิบที่ตากแดดจนแห่งสนิทดีแล้วนำไปเผาไฟผ่านความร้อนอีกที เพื่อจะนำมาใช้ทำเป็นอิฐ

           ในประเทศไทยก็เรียนรู้การผลิตอิฐมาใช้ในการก่อสร้างมาแล้วอย่างช้านาน ซึ่งมีกรรมวิธีย่อๆดังนี้

การผลิตอิฐ
           1. การเลือกดิน  การเลือกดินเพื่อนำมาผลิตเป็น อิฐจะต้องเลือกดินที่ไม่มีวัสดุอย่างอื่นปะปนมากเกิน  เช่น ทราย หรือเศษไม้  หากมีทรายผสมมากเกินไปเมื่อนำมาผลิตเป็น อิฐจะทำให้ได้อิฐที่ร่วนได้ทั้งยังต้องเป็นดินที่ไม่เหนียวจนเกินไปเพราะเมื่อนำไปผลิตเป็น อิฐแล้วจะทำให้เกิดการแตกร้าวได้
           2. การเตรียมดิน  เมื่อได้ดินที่ต้องการนำมาผลิตเป็นอิฐแล้วต้องมีการแช่น้ำไว้ระยะหนึ่ง จากนั้นจึงทำการคัดแยกวัสดุที่แปลกปลอมเช่นทราย หรือเศษไม้เศษหญ้าต่างๆ แล้วจึงนำมานวด เพื่อให้เนื้อดินมีการผสมผสานตัวเข้ากันได้ดี ในระหว่างที่ทำการนวดจะมีการผสมขี้เถ้าลงไปด้วยเพื่อ ป้องกันไม่ให้ดินผิดแม่พิมพ์เมื่อนำไปอัดพิมพ์สำหรับการทำอิฐ
           3. การทำให้เป็นรูปแบบตามต้องการ ในระยะแรกของการทำให้อิฐให้มีรูปแบบตามต้องการจะอาศัยใช้การปั้นด้วยมือ แต่ต่อมาภายหลังมนุษย์เรียนรู้ที่จะทำแบบพิมพ์จึงอาศัยการอัดเข้าแบบพิมพ์แทน
           4. เมื่อถอดดินออกจากแบบพิมพ์แล้วขั้นตอนต่อไปของการผลิตคือการนำมาตากแดดให้แห้ง ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่ตามฤดูกาลด้วยในฤดูร้อนอาจใช้เวลาในขั้นตอนนี้ไม่มาก
           5. การตกแต่งอิฐ  เมื่อได้ดินที่แห้งสนิทแปรสภาพเป็นอิฐเรียนบร้อยแล้วก็จะนำมาตกแต่งส่วนที่ขาดเกิน ตามความประสงค์เพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ
           6.  การเผาอิฐ ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดกท้ายในการผลิตอิฐของ คนในยุคสมัยก่อน ก่อนที่จะนำอิฐอังกล่าวไปใช้งานในการก่อสร้าง  การเผานั้นทำได้โดยการนำดินที่ตากแห้งแล้วมาวางเรียงกันเว้นระยะระหว่างแถวพอประมาณ  เมื่อวางอิฐที่เตรียมจะเผาเรียบร้อยแล้วก็จะใช้อิฐที่เผาสำเร็จ มาวางกั้นเป็นอาณาเขตคล้ายเตาเผา แล้วใช้แกลบโรยลงในระหว่างแถวของก้อนดินที่เตรียมจะเผา เพื่อให้ความร้อนกระจายได้ทั่วถึง  และจะมีการเติมแกลบลงไปตลอดเวลา การเผาแบบนี้จะเป็นวิธีการเผาแบบใช้แกลบ จะมีวิธีการเผาอิฐอีกแบบหนึ่งคือการใช้ท่อนไม้ ฟืนมาทำเป็นเชื้อเพลิง ในการเผา  การเผาด้วยฟืนแทนแกลบนี้ จะทำได้ด้วยการสร้างเตาเผาโดยอิฐที่เผาเรียบร้อยแล้ว เว้นช่องสำหรับการเติมฟืนอยู่ด้านล่างเตาเผา จะใช้เวลาในการเผาประมาณ 1-2 วัน อิฐที่ได้จากการเผาแบบใช้ฟืนจะมีความแข็งแรงทนทานกว่า การเผาด้วยแกลบ

                                        
                 พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ราชบุรีเป็นโบราณสถานอีกแห่งของไทยที่สร้างด้วยอิฐ
                                             ภาพจาก www.tourdoi.com/
วัสดุเชื่อมประสาน
           แน่นอนว่าเมื่อได้อิฐมาแล้วการจะนำมาสร้างโบราณสถานต่างๆในอดีตนั้นจะต้องมีวัสดุเชื่อมประสานระหว่างอิฐแต่ละก้อนด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันอาศัยปูนซีเมนต์เป็นวัสดุเชื่อม  แต่ในอดีตใช้วัสดุเชื่อมที่ทำมาจาก เปลือกดินหรือสอดินโดยมีดินเหนียวเป็นส่วนผสมหลัก โดยนำดินเหนียวไปผสมกับทราย น้ำอ้อย และน้ำ กวนให้เข้ากัน  แต่การใช้เปลือกดินหรือสอดินเป็นตัวเชื่อประสานนี้จำเป็นต้องใช้ เป็นจำนวนมากเพื่อให้ อิฐแต่ละก้อนสามารถต่อกันได้อย่างแข็งแรง

วัสดุฉาบ
           เป็นสิ่งสำคัญอีกประการในการก่อสร้างสมัยก่อน การฉาบผิวช่วยทำให้อิฐซึ่งเป็นโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างไม่โดนแดดลมและทำให้เกิดการชำรุดทรุดโทรมได้โดยง่าย วัสดุฉาบนี้คนโบราณผลิตจากการนำเปลือกหอย  หินปูน หินอ่อน และวัสดุอื่นๆ มาเผา จนกลายสภาพเป็นปูนดิบ มีการผสมทรายลงไปเพื่อป้องกันการหดตัวของปูนเมื่อนำไปใช้ในการก่อสร้าง  เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อนที่จะเรียนรู้เอาสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติมาสร้างประโยชน์ต่อสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่

           การก่อสร้างในสมัยโบราณ บางอย่างก็ยังคงเป็นปริศนา เป็นเรื่องชวนฉงนในความสามารถของผู้คนในยุดนั้น ว่าสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างไรในสถานการณ์และสภาพความเป็นอยู่ในสมัยนั้น แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาพร้อมๆโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ตะการตา องค์ความรู้ต่างๆมากมายที่ประกอบกันขึ้นเป็นโบราณสถาน ที่ซ่อนไปด้วยความรู้ทางคณิตศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมศาสตร์  ภูมิปัญหาของคนในอดีตที่บางทีเราก็ไม่อาจจะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีคิดของพวกเขาได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่บางอย่างเราก็อดฉงนไม่ได้ต่อองค์ความรู้ต่างๆมากมายที่ประกอบกันขึ้นเป็นโบราณสถาน

แหล่งอ้างอิง
           1. ภูมิปัญญาพื้นถิ่นด้านการใช้วัสดุและเทคนิคการก่อสร้างในงานสถาปัตยกรรมประเภทวิหารของเชียงใหม่และ สิม ของหลวงพระบาง โดย ผ.ศ.ชาญณรงค์ ศรีสุวรรณ ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
           2. http://th.wikipedia.org



สนามบินสุวรรณภูมิ-หนองงูเห่า
ประวัติการก่อสร้าง
ขอบคุณ คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น

สนามบินหนองงูเห่ามีความเป็นมาอย่างไร


 งานนี้ต้องเลื้อยกลับไป พ.ศ.2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยกระทรวงมหาดไทยว่าจ้างบริษัทลิชฟิลด์แห่งสหรัฐอเมริกาศึกษาและวางผังเมืองสำหรับจังหวัดพระนครในอนาคต รายงานผลการศึกษาได้มีข้อเสนอว่ากรุงเทพฯ ควรจะมีสนามบินพาณิชย์แห่งใหม่เพื่อแยกเครื่องบินพลเรือนออกจากเครื่องบินทหาร โดยเสนอให้อยู่ที่ตำบลดอกไม้ และตำบลหนองบอน ห่างใจกลางพระนครไปทางตะวันออก 17 กิโลเมตร



ต่อมากรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม สำรวจและศึกษาโดยละเอียดแล้วเห็นว่าที่ตั้งดังกล่าวอยู่ใกล้สนามบินดอนเมืองเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการบินได้ จึงสำรวจพื้นที่ใหม่และเห็นว่าบริเวณหนองงูเห่าในพื้นที่ตำบลบางโฉตำบลราชาเทวะ และตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เหมาะสมกว่า ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล และคนไทยก็เริ่มได้ยินชื่อ สนามบินหนองงูเห่า ตั้งแต่นั้นถึงรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร กระทรวงคมนาคมให้สัมปทานบริษัทนอร์ธทรอปแห่งสหรัฐอเมริกาลงทุนก่อสร้างและดำเนินการบริหาร อายุสัมปทาน 20 ปี แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2516 สัญญาสัมปทานจึงถูกยกเลิกไป

กระทั่ง 5 ปีต่อมา สนามบินหนองงูเห่าจึงถูกยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง
พ.ศ.2520 รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ประเมินความเหมาะสมแล้วสรุปว่าควรเลือกดอนเมือง หรือหนองงูเห่า เป็นสถานที่ก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ ผ่านมาถึง พ.ศ.2534 กรมการบินพาณิชย์ทบทวนเรื่องพื้นที่ก่อสร้างอีกครั้ง มีการเสนออำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และที่เขตบางขุนเทียน แต่ก่อนดำเนินการก็เกิดรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลต่อมามีมติเห็นชอบตกลงเลือกหนองงูเห่า เป็นอันสิ้นสุดข้อโต้แย้งที่ยืดเยื้อมา 3 ทศวรรษ อนุมัติจัดตั้งท่าอากาศยานแห่งที่ 2 ที่หนองงูเห่าวันที่ 16 พฤษภาคม 2534
27 กุมภาพันธ์ 2539 ก่อตั้งบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างและบริหาร โดยกำหนดจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดบริการในระยะแรกในปี 2543 รองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี

11 กุมภาพันธ์ 2540 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงรูปแบบการก่อสร้างใหม่ และให้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดบริการในระยะแรกในปี 2547 วงเงินลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาท มีพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ หรือประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร ที่สุดก็ได้ฤกษ์ทดสอบสนามบินที่มีอายุการก่อสร้างเกือบครึ่งศตวรรษ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดวันพฤหัสบดี 29 กันยายน 2548 เวลา 9.19 นาที เป็นฤกษ์ดีนำเครื่องบินเที่ยวทดสอบบินลง สนามบินสุวรรณภูมิ
 


สนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อสร้างลานจอด สนามบินสุวรรณภูมิ


งานก่อสร้างลานจอด สนามบินสุวรรณภูมิ 2




วิธีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตในประเทศไทย
ณัฐวุฒิ อัศวสงคราม
ภาควิชาวิศวกรรมโยธา
1. การก่อสร้างสะพานแบบคานรูปตัวไอ (I-Girder)
การก่อสร้างสะพานคอนกรีตในประเทศไทยมีมานานกว่าหลายสิบปี ตั้งแต่สะพานข้ามคลองขนาดเล็ก 10-20 เมตร ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาด 200 เมตร ในบทความนี้ผู้เขียนอยากนำเสนอถึงวิธีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตขนาดความยาวช่วงประมาณ 30-40 เมตร เนื่องจากเป็นสะพานที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปและยังมีความน่าสนใจในแง่ของวิธีการก่อสร้าง โดยจะขอนำเสนอวิธีการก่อสร้างแบบต่างๆ ที่นิยมทำกันในปัจจุบัน ตัวอย่างของสะพานที่มีความยาวช่วงดังกล่าว เช่น สะพานรถไฟฟ้า ทางด่วน และทางแยกต่างระดับ
การก่อสร้างสะพานวิธีนี้ใช้วิธีหล่อคานรูปตัวไอจากที่โรงงาน จากนั้นจะขนส่งคานมายังสถานที่ก่อสร้าง  ยกคานขึ้นติดตั้งบนคานหัวเสา เมื่อติดตั้งคานแล้วจึงทำการติดตั้งแบบหล่อพื้นคอนกรีตบนหลังคาน จัดวางเหล็กเสริม และเทพื้นคอนกรีต สะพานรูปแบบนี้ถึงแม้จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่เนื่องจากเป็นรูปแบบสะพานที่มีการก่อสร้างมาหลายสิบปีจึงเป็นวิธีการที่ผู้รับเหมามีความคุ้นเคยดี และมีเครื่องจักรพร้อมในการก่อสร้าง ผู้รับเหมาจึงมักมีความรู้สึกว่าเป็นการก่อสร้างที่ไม่ยุ่งยากนัก
1. การก่อสร้างสะพานแบบคานรูปกล่อง (Box-Girder) หล่อในที่
การก่อสร้างวิธีนี้โดยทั่วไปมักเป็นโครงสร้างสะพานที่มีคานเป็นรูปกล่อง การก่อสร้างจะใช้นั่งร้านแบบเคลื่อนที่ได้ลักษณะเป็นโครงถักเหล็กขนาดใหญ่รองรับคานขณะทำการก่อสร้าง นั่งร้านดังกล่าวจะมีแบบหล่อเหล็กติดตั้งอยู่เมื่อหล่อคอนกรีตช่วงใดช่วงหนึ่งเสร็จแล้วนั่งร้านจะเคลื่อนที่ไปตามแนวสะพานด้วยระบบไฮโดรลิก การก่อสร้างแบบนี้จะสามารถทำการก่อสร้างข้ามถนนเดิมได้โดยไม่มีการกีดขวางการจราจรด้านล่าง หรืออาจเลือกใช้การก่อสร้างแบบก่อสร้างนั่งร้านรองรับตัวสะพานจากระดับดินในขณะทำการก่อสร้าง วิธีนี้จะประหยัดค่าก่อสร้างได้มากกว่าแบบใช้นั่งร้านเคลื่อนที่ได้และไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรขนาดใหญ่มากนัก แต่จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานขึ้นเนื่องจากการก่อสร้างนั่งร้านยุ่งยากกว่าและยังต้องมีการจัดการจราจรถนนด้านล่างในขณะทำการก่อสร้าง
  1. 1. การก่อสร้างสะพานแบบคานรูปกล่อง (Box-Girder) หล่อสำเร็จ
การก่อสร้างสะพานวิธีนี้ผู้รับเหมาจะต้องมีโรงงานสำหรับหล่อชิ้นส่วนสะพานเป็นชิ้นๆ แล้วขนส่งไปยังสถานที่ก่อสร้างเพื่อประกอบเป็นรูปสะพาน ในการประกอบคานจะใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่ติดตั้งบนเสาตอม่อตามแนวสะพาน โครงเหล็กดังกล่าวจะแขวนชิ้นส่วนสะพานเหล่านี้เพื่อประกอบและติดตั้งสะพานเป็นช่วงๆ ไปเมื่อประกอบสะพานแล้วเสร็จแต่ละช่วงตัวโครงเหล็กจะเคลื่อนที่ไปประกอบช่วงสะพานถัดไป มีหลายโครงการที่ใช้การก่อสร้างรูปแบบนี้ อาทิเช่น สะพานทางด่วนขั้นที่ 2 สะพานรถไฟฟ้า BTS ทางแยกต่างระดับรังสิต
ก่อนจบบทความผู้เขียนได้สรุปและเปรียบเทียบวิธีการก่อสร้างทั้งสามแบบข้างต้นไว้ดังตารางด้านล่างสำหรับผู้ที่สนใจเพื่อจะได้นำไปใช้ศึกษาต่อไปครับ

ที่มา :

การทำถนนคอนกรีต

Method Statement of RC. Road
1. การเตรียมการ

1.1 ชั้น Sub base ถึงลูกรัง Test Field Density ความหนาแน่นอย่างน้อย 95% Modify Standard
Proetor ขุดลึกตัวอย่างละ 20 cm.
1.2 ชั้นทรายรองพื้น ใช้ทรายหยาบ หรือ ทรายถม
2. ขั้นตอนการทำงาน

2.1 งาน Cleaning เอาต้มไม้, รากไม้, เศษวัสดุ และส่วนที่เป็นโคลนเลนออก แล้วทำการบดอัดดินเดิม
2.2 ตรวจสอบความหนาในสนาม ( Field Density Test ) โดยวิธี Sand cone method กำหนดประมาณ
1500 m2 ต่อจุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพหน้างาน

2.3 การตั้งแบบเทคอนกรีต ปกติการเทคอนกรีต ควรเทให้เต็มความยาวของ Expansion Joint
- ตั้งแบบโดยใช้แบบไม้เนื้อแข็งให้ได้แนวและระดับ ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน + 2 mm ทำการ
ค้ำยันให้แข็งแรง
- ลงทรายความหนาตามแบบ ปรับระดับและบดอัดด้วยเครื่องตบดิน ( Vibroplate )
- วาง Wire mesh , วางตำแหน่ง Dowel Bar, Tie Bar ตามแบบ
- เทคอนกรีต และปาดหน้าด้วยเหล็กกล่อง 2" x 4"
- Finishing ผิวคอนกรีตด้วยการขัดหยาบ โดยเครื่องขัดใส่ถาด
- การขูดหน้าลายด้วยลวด หรือไม้กวาด
2.4 การถอดแบบ และเทคอนกรีตครั้งต่อไป ควรให้คอนกรีตที่เทไปแล้วมีอายุอย่างน้อย 24 ชม.
เพื่อไม่ให้ขอบคอนกรีตบิ่นเสียหาย
2.5 การตัด Joint โดยใช้ Saw cut machine ความลึกและความหนาตามแบบบนพื้นถนนที่เทไปแล้ว
แนวนอนและแนวขวาง โดยเริ่มตัด เมื่อคอนกรีตมีอายุ 3 วัน โดยเฉพาะแนว Constraction Joint
2.6 หยอดยาง Asphalt เมื่อตัด Joint แล้ว ควรหยอด Joint โดยเร็ว หากทิ้งไว้นานจะเกิดรอยบิ่นที่ริม Joint
การวางแผนและก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน
         งานก่อสร้างใต้ดิน ( Underground  Structure) หรือการขุดเจาะอุโมงค์ ( Tunnel ) ได้มีความนิยมและถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งยังมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและวิธีการก่อสร้างอยู่เสมอ การก่อสร้างงานอุโมงค์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับงานอุโมงค์มากขึ้น จะเห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้ามหานครที่จะมีส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้น และในอนาคตประเทศจีนศึกษาความเป็นไปได้ที่จะทำพื้นที่ทำการค้า บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม เขตป้อมปราบฯ กทม. หรือ "โบ๊เบ๊ริมคลอง" ให้กลายเป็นตลาดใต้ดิน

1. เหตุผลที่ต้องมีการก่อสร้างใต้ดิน 
     1. Land  use and  Locational  reasonsพื้นที่มีจำกัด
         เพื่อประโยชน์การใช้สอยพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดและต้องการคงสภาพทิวทัศน์เดิม  รวมทั้งสามารถใช้พื้นที่บนผิวดินทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ตามปกติ เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ลอดแม่น้ำ ไม่ทำให้ทิวทัศน์บริเวณนั้นเปลี่ยนแปลง และไม่มีผลกระทบต่อการเดินเรืออีกด้วย หรือการก่อสร้างอุโมงค์ลอดผ่านใต้โบราณสถาน อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนธารณะ ซึ่งสามารถคงสภาพเดิมที่มีความสำคัญไว้ได้
   
กรณีตัวอย่าง เช่น
- Tokyo-lidabashi Station (Japan) เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น มีภูมิประเทศเป็นเกาะ เมื่อเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น แต่พื้นที่ของประเทศมีจำกัด ดังนั้นการก่อสร้างใต้ดินจึงเป็นทางเลือกที่ดี อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการก่อสร้างอาคารสูง

     2. Isolation considerations การแยกตัวออก
         เป็นการก่อสร้างเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ จึงจำเป็นต้องแยกออกไปจากพื้นที่ใช้งานทั่วไปของชุมชน เพื่อสะดวกในการควบคุม สามารถจำกัดขอบเขตและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ง่าย หรือเพื่อป้องกันตัวเองจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่ปกติ  เช่น การก่อสร้างอุโมงค์เพื่อกักเก็บน้ำมัน สร้างอุโมงค์เพื่อทำเป็นสถานที่สำหรับงานวิจัยต่างๆ   สร้างอุโมงค์เพื่อรองรับน้ำเวลาน้ำท่วม
กรณีตัวอย่าง เช่น 
-  โรงพยาบาลใต้ดิน ในเหมืองPotash (Ural-Russia) เนื่องเชื่อว่า แร่ดังกล่าวสามารถรักษาโรคภูมิแพ้ได้
-  Underground swimming pool(Finland) สระว่ายน้ำใต้ดิน สร้างเพื่อให้นักว่ายน้ำสามารถว่ายน้ำได้    ขณะที่อากาศภายนอกเกิดมีหิมะตกหรืออากาศที่หนาวเย็น


- Gjovik Olympic Mountain Hall (Norway )สำหรับจัดคอนเสิร์ต,จัดงานนิทรรศการต่างๆ

- Above – ground structure are more sensible to earthquake than underground ones Kobe   Earthquake(Japan-1995) กรณีแผ่นดินไหวที่ Kobe จะเห็นว่าโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดิน ได้รับความเสียหายมาก กว่าโครงสร้างที่อยู่ใต้ดิน

 
     3. Environmental preservation เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม
         เพื่อรักษาทรรศนียภาพ ความสวยงามในทางสถาปัตยกรรม สถานที่ท่องเที่ยวแหล่งที่น่าใจให้คงอยู่ และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุดกรณีตัวอย่าง เช่น
  -    ที่จอดรถใต้ดินที่ France และSydney Opera House (Australia) เนื่องจากที่จอดรถด้านบนไม่พอเพียง รวมทั้ง เพื่อให้ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และไม่บดบังทรรศนียภาพความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆด้านบน

-    ไฮเวย์และอุโมงค์ทางด่วนลอดใต้พื้นที่ที่เป็นสภาพป่าในประเทศฟินแลนด์ ก่อสร้างเพื่อให้มีทางเชื่อมต่อระหว่างป่าเข้าหากัน เพื่อให้สัตว์ป่าหรือมนุษย์สัญจรได้รวมทั้งการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม

      Motorway Tunnel (Finland)

-   The Green Heart Tunnel ( Netherlands ) ก่อสร้างอุโมงค์ลอดพื้นที่ที่มีสภาพเป็นทุ่งนา


     4. Topographic reasons การก่อสร้างซึ่งคำนึงถึงทัศนียภาพ
          สภาพพื้นที่ที่ต้องการก่อสร้างบางครั้งอาจจะต้องรักษาสภาพบริเวณนั้นไว้ เพื่อความสวยงาม, เพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์ หรือยากต่อการก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องใช้การก่อสร้างอุโมงค์เพื่อรักษาสภาพให้เหมือนดังเดิมหรือให้ง่ายต่อการก่อสร้างแบบธรรมดา อาทิเช่นกรณีตัวอย่าง เช่น
- The Gothard Base Tunnel (Switzerland) ติดปัญหาเนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาตลอดพื้นที่ จึงได้ทำการก่อสร้างอุโมงค์เพื่อย่นระยะทางการก่อสร้าง และอุโมงค์นี้มีความยาวที่สุดในโลก (ราว 57 กม.) คาดว่าจะแล้วเสร็จ ค.ศ. 2018

-  เส้นทางรถไฟไปสู่ตอนใต้ของสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีระยะทางอุโมงค์ 15 กม.


-   Trans Tokyo Bay Highway (Japan) เป็นโครงสร้างหลักข้ามอ่าวโตเกียวระหว่าง 2 ผั่งรอดใต้ทะเลซึ่งประกอบด้วยสะพานยาว  4.4 ก.ม. จากเกาะ และอุโมงค์ ยาว 9.5 ก.ม. เส้นผ่านศูนย์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุดในงานอุโมงค์ใต้มหาสมุทรมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกขนาด Æ 13.9 ม. และภายใน 11.9 ม. ซึ่งงานก่อสร้างนี้แสดงถึงความท้าทายในการต้านแรงดันน้ำและแรงดันดิน และป้องกันน้ำทะเลรั่วซึม และต้องป้องกันแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ซึ่งได้นำระบบน๊อตยาว (long bolt system) นำประกอบใน segments และการยาแนวแบบพิเศษ  และ ก่อสร้างเชื่อมระหว่าง2 ฝั่งรอดใต้ทะเล

Plan & Profile of Trans-Tokyo Bay Highway

-   The Noord Tunnel Amsterdam (The Netherlands) เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ลอดแม่น้ำ เพื่อไม่บดบังความสวยงามของสะพานเดิม


  -   The new Antwerp Central Station on the Paris-Amsterdam high speed rail link (Belgium ) เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เพื่อก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าในแนวการก่อสร้างผ่านพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีมากว่าร้อยปี ซึ่งในการก่อสร้างจะรักษาให้คงอยู่นั้น จึงจำเป็นต้องทำการก่อสร้างโดยใช้อุโมงค์

  
   5. Societal benefits เหตุผลทางสังคม
         งานก่อสร้างอุโมงค์เพื่อประโยชน์ทางสังคม หมายถึง งานอุโมงค์ที่ก่อสร้างขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ประชาชนหมู่มาก หรือตอบสนองโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในประเทศนั้นดีขึ้น เช่น งานอุโมงค์ส่งน้ำ งานอุโมงค์ระบายน้ำเสีย เป็นต้น
กรณีตัวอย่าง เช่น
- Metro West Water Supply Tunnel  เป็นโครงการอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อให้บริการน้ำประปาใน Boston  ของการประปา Massachusetts Water Resources Authority (MWRA) ความยาวทั้งสิ้น 28.3 กิโลเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.3 เมตร ความสามารถในการให้บริการ 1.89 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2003


  - Waste water treatment plant in Helsinki (Finland) เมื่อมีคนใช้น้ำประปาจำนวนมาก น้ำเสียก็มีมากขึ้น จึงต้องมีการทำระบบบำบัดน้ำเสียใต้ดิน


       6. Underground can impress & Show history of a nation            งานก่อสร้างใต้ดินหรืองานก่อสร้างอุโมงค์สร้างความภาคภูมิใจและแสดงถึงประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้นๆได้  เนื่องจากงานก่อสร้างอุโมงค์นั้น เกิดขึ้นจากงานด้านวิศวกรรมและด้านสถาปัตยกรรม  แต่ละยุคสมัยจะมีการออกแบบงานด้านสถาปัตกรรมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นงานก่อสร้างอุโมงค์จึงเป็นสิ่งหนึ่ง ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราว และวิวัฒนาการของงานก่อสร้างอุโมงค์ของประเทศนั้นได้ กรณีตัวอย่างเช่น -     รถไฟใต้ดินใน Moscow
    - รถไฟใต้ดินใน London
    2. งานสัมมนา ณ กรุง Budapest ปี 2009             การประชุม ITA – AITES ( ITA : International Tunneling and Underground space Association, AITES : Association des Tunnels ET DE L’Aspace Souterrain) ครั้งที่ 35 ณ กรุงบูดาเปสต์ สาธารณรัฐฮังการี เมื่อวันที่ 22-29 พ.ค.2552  มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ  รวมทั้งตัวแทนของประเทศไทย นำโดย ผศ.ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์             ในโอกาสนี้ ประเทศไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานอุโมงค์โลก 2012 ( World Tunnel Congress) และชนะการโหวต มีคะแนนเหนือกว่าประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก   
                                  
    3. วิธีการการก่อสร้างงานอุโมงค์ ( Tunneling Method)         งานก่อสร้างใต้ดิน แบ่งได้เป็น 2  ประเภท ได้แก่  Soft Ground Tunneling และ Rock Tunneling ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ Soft Ground Tunneling 1.  Hand Excavation คือการก่อสร้างแบบใช้แรงงานคนในการขุดเจาะอุโมงค์ เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ในยุคแรก ที่ยังไม่มีอุปกรณ์สำหรับป้องกันดินถล่ม และใช้คนในการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก
    2.  Shield Tunneling  การก่อสร้างอุโมงค์ที่มีอุปรณ์สำหรับป้องกันดินถล่มขณะปฏิบัติงาน  Marc Isambard Brunel เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์ เครื่องมือสำหรับเจาะอุโมงค์แบบ Shield Tunneling ขึ้นเรียกว่า “BRUNEL’s Shield” เพื่อใช้ในการเจาะอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำแม่น้ำเทมซ์ในประเทศอังกฤษ นอกจากนี้แล้วยังมีแนวคิดที่จะสร้างหัวเจาะชนิดต่างๆที่เป็นต้นแบบอีกเช่น Marc Brunel “compartment”shield(1818) และ Marc Brunel “screw”shield(1818)
    จนกระทั่งปี 1869 นาวาเอก Greathead ได้สร้างหัวเจาะที่ชื่อว่า “Greathead Shield-Air Lock” มีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดใหญ่คนสามารถเข้าไปอยู่ในหัวเจาะได้ และมีการปรับความดันภายใน หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหัวเจาะในรูปแบบต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
    3.  Conventional Method ( Mining or NATM ) เป็นวิธีการขุดที่มีลักษณะคล้ายกับการขุดเหมืองแร่โดยการขุดจากข้างในทีละส่วน จากนั้นจะทำการเกราท์( Grouting ) และเสริมเหล็กตามรูปแบบขั้นตอนการก่อสร้างอุโมงค์ ซึ่งรูปร่างของอุโมงค์จะมีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า(horse-shoe shape ) เหมาะสำหรับการทำสถานีใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ โดยวิธีนี้เป็นวิธีการที่ไม่ต้องใช้หัวเจาะในการขุดอุโมงค์
                                  
    Subway ที่ Munich , Germany 1982
    4.  Immersed Tunnel เป็นวิธีการทำอุโมงค์กรณีที่มีการขุดผ่านแม่น้ำ โดยใช้การหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีลักษณะเป็นบล๊อค และมีการกักกั้นน้ำเพื่อให้มีพื้นที่ก่อสร้าง
             ที่มา :

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุม


การก่อสร้างอาคาร



ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคารพุทธศักราช 2479 โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาราชการกรุงเทพฯมหานคร พ.ศ. 2518  กรุงเทพฯมหานครโดยได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพฯมหานคร  จึงตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1  ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้เรียกว่า “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522
ข้อ 2 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และกรุงเทพกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิก
(1) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2483
(2) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 2)  พุทธศักราช 2488
(3) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 3)  พุทธศักราช 2491
(4) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 4)  พุทธศักราช 2504
(5) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 5)  พุทธศักราช 2505
(7) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 7)  พุทธศักราช 2508
(8) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 8)  พุทธศักราช 2509
(9) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 9)  พุทธศักราช 2510
(10) เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร  (ฉบับที่ 10) พุทธศักราช 2511
(11) เทศบัญญัติของเทศบาลนครธนบุรี เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร  พุทธศักราช 2489
(12) เทศบัญญัติของเทศบาลนครธนบุรี เรื่อง  ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2503
บรรดาเทศบัญญัติ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งอื่น ๆ ในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้วในข้อบัญญัติหรือซึ่งขัดแย้งกับข้อบัญญัตินี้ ให้ใช้ข้อบัญญัตินี้แทน
หมวด 1
วิเคราะห์ศัพท์
ข้อ 4 ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
(1)  “อาคารที่พักอาศัย” หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง แพ ซึ่งโดยปกติบุคคลอาศัยอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
(2)  “ห้องแถว” หมายความว่า อาคารที่ก่อสร้างติดต่อกันเป็นแถวยาวตั้งแต่ 2   คูหาขึ้นไป มีผนังร่วมแบ่งอาคารเป็นคูหาและ   ประกอบด้วยวัสดุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่
(3)  “ตึกแถว” หมายความว่า อาคารที่ก่อสร้างติดกันเป็นแถวยาวตั้งแต่2 คูหาขึ้นไป มีผนังร่วมแบ่งอาคารเป็นคูหาและประกอบด้วยวัสดุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
(4) “อาคารพาณิชย์” หมายความว่า อาคารที่ใช้ประโยชน์แห่งการค้าหรือโรงงานที่ใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้ไม่เกิน 5 แรงม้า  หรืออาคารที่ก่อสร้างห่างแนวทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะไม่เกิน 20 เมตร  ซึ่งอาจใช้เป็นอาคารเพื่อประโยชน์แห่งการค้าได้
(5) “โรงงานอุตสาหกรรม” หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรม โดยใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้เกิน 5 แรงม้าเป็นปัจจัย
(6) “อาคารสาธารณะ” หมายความว่า สถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมชนได้ทั่วไป เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม โรงเรียน ภัตตาคาร หรือ โรงพยาบาล เป็นต้น
(7) “อาคารเลี้ยงสัตว์” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะพักอาศัย เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น
(8) “อาคารชั่วคราว” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างซึ่งมีกำหนดเวลาที่จะรื้อถอน
(9) “อาคารพิเศษ” หมายความถึงอาคารดังต่อไปนี้
(ก)    โรงมหรสพ อัฒจันทร์ หรือหอประชุม
(ข)     อู่เรือ คานเรือ หรือท่าเรือสำหรับเรือขนาดใหญ่เกิน 100 ตัน และโป๊ะจอดเรือ
(ค)    อาคารสูงเกิน 15 เมตร หรือสะพานช่วงหนึ่งยาวเกิน 10 เมตร
(10) “อาคารแผงลอย” หมายความว่า โต๊ะ แท่น แคร่ มีหลังคาตั้งอยู่บนพื้นดิน สามารถเคลื่อนที่ได้ ขนาดไม่เกิน 4 เมตร ไม่มีฝาหรือผนังซึ่งใช้ประโยชน์แห่งการค้าย่อย โดยมีกำหนดเวลาเข้าใช้สอยและเลิกเป็นประจำวัน และไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัย
(11) “ผู้ออกแบบ” หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการคำนวณเขียนแบบ และกำหนดรายการเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง
(12) “ผู้ควบคุมงาน” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต
(13) “แผนผัง” หมายความว่า แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคารและที่ดินติดต่อ
(14) “แบบก่อสร้าง” หมายความว่า แบบของตัวอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้าง
(15) “รายการก่อสร้าง” หมายความว่า ข้อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวแก่การก่อสร้างตามแบบก่อสร้าง
(16) “รายการคำนวณ” หมายความว่า รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง
(17) “แบบสังเขป” หมายความว่า แบบชนิดที่เขียนไว้พอเป็นประมาณ
(18) “แผนอาคาร” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนราบของอาคาร
(19) “รูปด้าน” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร
(20) “รูปตัด” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในของอาคาร
(21) “พื้นอาคาร” หมายความว่า เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในขอบเขตของคานหรือรอดที่รับพื้นหรือภายในพื้นนั้น หรือภายในขอบเขตของเสาอาคาร
(22) “ฝา” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้อง ๆ
(23) “ผนัง” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน
(24) “ผนังกันไฟ” หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัสดุทนไฟและไม่มีช่องให้ไฟผ่านได้
(25) “หลังคา” หมายความว่า สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับบังแดดและฝนรวมทั้งสิ่งใดซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง
(26) “ฐานราก” หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคารนับจากใต้พื่นชั้นล่างลงไปจนถึงที่ฝังอยู่ในดิน
(27) “เสาเข็ม” หมายความว่า เสาที่ตอกฝังลงไปในดิน เพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร
(28) “ช่วงบันได” หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีขั้นต่อกันโดยตลอด
(29) “ลูกตั้ง” หมายความว่า ระยะตั้งของขั้นบันได
(30) “ลูกนอน” หมายความว่า ระยะราบของขั้นบันได
(31) “บ่อตรวจระบายน้ำ” หมายความว่า ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบายน้ำ ซึ่งกำหนดไว้ใช้ในการชำระล้างท่อ
(32) “บ่อพักขยะ” หมายความว่า ส่วนที่เปิดได้ของทางระบายน้ำที่กำหนดไว้เพื่อกั้นขยะไม่ให้ระบายไปกันน้ำ
(33) “เครื่องสุขภัณฑ์” หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลอาคาร
(34) “บ่ออาจม” หมายความว่า บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครกอันไม่มีวิธีการระบายออกไปตามสภาพปกติ
(35) “ลิฟท์” หมายความว่า เครื่องใช้สำหรับบรรทุกบุคคล หรือของขึ้นลงระหว่างชั้นต่าง ๆ ของอาคาร
(36) “วัตถุทนไฟ” หมายความว่า วัตถุก่อสร้างที่ไม่เป็นเชื้อเพลิง
(37) “วัตถุถาวร” หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่ายโดยน้ำ ไฟ หรือดินฟ้าอากาศ
(38) “เหล็กหล่อ” หมายความว่า เหล็กที่ถลุงจากแร่เหล็กอันจะใช้เชื่อมหรือชุบไม่ได้ผล
(39) “เหล็กล้วน” หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุด และจะใช้ชุบไม่ได้ผล
(40) “เหล็กถ่าน” หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุถ่านผสมทำให้เหนียวกว่าปกติอันจะใช้ชุบได้ผล
(41) “เหล็กเสริม” หมายความว่า เหล็กถ่านที่ใช้สำหรับฝังในเนื้อคอนกรีตเพื่อเสริมกำลังขึ้น
(42) “แรงประลัย” หมายความว่า แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน
(43) “แรงดึง” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน
(44) “แรงอัด” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน
(45) “แรงเฉือน” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด
(46) “ส่วนปลอดภัย” หมายความว่า อัตราส่วนที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย
(47) “น้ำหนักบรรทุก” หมายความว่า น้ำหนักที่กำหนดว่าจะเพิ่มขึ้นบนอาคารนอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง
(48) “ส่วนลาด” หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาวของฐานตามแนวราบ
(49) “ทางสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้
(50) “ถนนสาธารณะ” หมายความว่า ทางสาธารณะที่ยวดยานผ่านได้
(51) “ระดับถนนสาธารณะ” หมายความว่า ความสูงของยอดถนนสาธารณะใกล้ชิดกับที่ดินที่ปลูกสร้างเทียบกับระดับน้ำทะเล
(52) “ทางระบายน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะและถนนสาธารณะ ซึ่งกำหนดไว้ให้ระบายออกจากอาคารได้
(53) “แนวถนน” หมายความว่า เขตถนนและทางเดินที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะ
(54) “ทางที่มีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่เจ้าของยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางคมนาคมได้
(55) “ทางน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ทางน้ำที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้
(56) “แนวทางสาธารณะ” หมายความว่า แนวเขตที่กำหนดให้เป็นทางสาธารณะทั้งทางบกและทางน้ำ
(57) “แนวทางที่มีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า แนวเขตที่เจ้าของที่ดินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางคมนาคมได้
หมวดที่ 2 
การอนุญาตปลูกสร้าง
ข้อ 5 บุคคลใดจะปลูกสร้างอาคารให้ยื่อคำร้องขอรับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ผู้ขอรับอนุญาตต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้าง หรือเป็นตัวแทนซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 6 คำขอรับอนุญาตให้ทำตามแบบ “อ.1” ท้ายข้อบัญญัตินี้พร้อมด้วยแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการก่อสร้างอย่างละสี่ชุด
ข้อ 7 การขอรับอนุญาตชั่วคราวนอกจากจะแสดงความประสงค์ในคำขอให้ผู้ขอกำหนดขั้นของงานและระยะเวลาแล้วเสร็จในแผนผังแบบก่อสร่ง และรายการก่อสร้างไว้ให้ชัดเจน
ข้อ 8 การอนุญาตให้ปลูกสร้างให้ใช้หนังสือตามแบบ “อ. 2” ท้ายข้อบัญญัตินี้
ข้อ 9 คำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการก่อสร้าง ให้ใช้หนังสือตามแบบ “อ. 3” ท้ายข้อบัญญัตินี้ และจัดส่งให้ผู้ขอรับอนุญาตโดยให้ลงนามรับเป็นหลักฐาน ถ้าส่งไม่ได้ด้วยประการใดๆ ให้ปิดประกาศไว้ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร หรือ ณ ที่ทำการเขตท้องที่ที่ยื่นขอรับอนุญาต
ข้อ 10 การก่อสร้างอาคารตามมาตร 14 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ให้หน่วยงานเจ้าของอาคารหรือเจ้าอาวาส แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทราบก่อนทำการก่อสร้างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้างสองชุด
ถ้าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีข้อแก้ไข ให้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้หน่วยงานเจ้าของอาคารหรือเจ้าอาวาสทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
หมวด 3
แผนผังแบบต่าง ๆ รายการก่อสร้าง และรายการคำนวณ 
ข้อ 11 แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า 1 ใน 500 แสดงขอบเขตที่ดินบริเวณติดต่อและขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้วกับอาคารที่ขอรับอนุญาตปลูกสร้างใหม่ ด้วยลักษณะเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจนพร้อมด้วยเครื่องหมายทิศอันถูกต้อง
ข้อ 12 ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะที่ติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างและทางระบายน้ำออกจากอาคารที่จะปลูกสร้างจนถึงทางระบายน้ำสาธารณะและตามแนวทางระบายน้ำนั้นให้แสดงเครื่องหมายชี้ทิศทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด
ข้อ 13 ในแผนผังให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคารและความสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะหรือระดับพื้นดินที่ปลูกสร้าง
ข้อ 14 แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า 1 ใน 100 แสดงแผนฐานรากอาคาร แผนพื้นชั้นต่าง ๆ ของอาคาร รูปด้าน รูปตัดขวาง และรูปตัดทางยาวไม่ต่ำกว่าสองด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด และเครื่องหมายแสดงวัตถุก่อสร้างอาคารชัดเจนพอที่จะติดรายการและสอบรายการคำนวณได้
แบบก่อสร้างแสดงรูปด้านและแผนพื้นชั้นต่าง ๆ ของอาคารโรงงานอุตสาหกรรม จะใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า 1 ใน 200 ก็ได้
ข้อ 15 แบบก่อสร้างอาคารพาณิชย์ อาคารสาธารณะ หรืออาคารที่ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวรและวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ ให้แนบรายการคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่าง ๆ ของอาคารไว้โดยครบถ้วน
แบบก่อสร้างอาคารพิเศษนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีข้อกำหนดควบคุมโดยเฉพาะแล้วให้แสดงรายการคำนวณโดยละเอียด
ข้อ 16 แบบก่อสร้างสำหรับต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้ว ให้แสดงแบบของส่วนเก่าและส่วนที่จะต่อเติมหรือดัดแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน
ข้อ 17 อาคารชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวรหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นจะเสนอแบบก่อสร้างเป็นแบบสังเขปก็ได้ อาคารประเภทนี้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรื้อถอนไปให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดอายุหนังสืออนุญาตนั้น ถ้ายังมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ต่อไป ให้ต่ออายุได้เป็นคราว ๆ ไม่เกิดคราวละหกเดือน
ข้อ 18 รายการก่อสร้างให้แสดงลักษณะของวัตถุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคารโดยละเอียดชัดเจน
ข้อ 19 มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนักและหน่วยการคำนวณต่าง ๆ ของแผนผังแบบก่อสร้าง รายการก่อสร้าง หรือรายการคำนวณนั้นให้ใช้มาตราเมตริก
ข้อ 20 แผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการก่อสร้าง ให้ลงลายมือชื่อและแจ้งสำนักงานหรือที่อยู่ของผู้กำหนดแผนผัง ออกแบบก่อสร้าง ทำรายการก่อสร้าง และคิดรายการคำนวณไว้ด้วย พร้อมคุณวุฒิและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
หมวด 4
ลักษณะอาคารต่าง ๆ
ข้อ 21 อาคารที่มิได้ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวร หรือวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ ครัวไฟต้องอยู่นอกอาคารเป็นสัดส่วนต่างหาก ถ้าจะรวมครัวไฟไว้ในอาคารด้วยก็ได้ แต่ต้องลาดพื้น บุผนังฝา เพดานครัวไฟด้วยวัตถุถาวรหรือวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
ข้อ 22 อาคารที่มิได้ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวร หรือวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ หรือก่อด้วยอิฐไม่เสริมเหล็กให้ปลูกสร้างได้ไม่เกินสองชั้น
ข้อ 23 อาคารสองชั้นที่มิได้ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวรหรือวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ พื้นชั้นล่างของอาคารนั้นจะสูงกว่าระดับพื้นดินเกิน 1.00 เมตรไม่ได้
ข้อ 24 โรงมหรสพ หอประชุม หรืออาคารที่ปลูกสร้างเกินสองชั้น ให้ทำด้วยวัตถุถาวรและวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
โรงมหรสพหรือหอประชุมที่ปลูกสร้างเกินหนึ่งชั้น หรืออาคารที่ปลูกสร้างเกินสามชั้นนอกจากจะมีบันไดตามปกติแล้ว ต้องมีทางลงหนีไฟโดยเฉพาะอย่างน้อยอีกหนึ่งทางตามลักษณะแบบของอาคารที่จะกำหนดให้
ข้อ 25 ห้องแถวและตึกแถว ต้องมีความกว้างจากเส้นกึ่งกลางของผนังด้านหนึ่ง ไปยังเส้นกึ่งกลางของผนังอีกด้านหนึ่งไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร ความลึกของห้องต้องไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร และต้อมีประตูหรือทางให้คนเข้าออกได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในกรณีที่เป็นตึกแถวผนังต้องทำด้วยวัตถุถาวรและวัตถุทนไฟ ถ้าก่อด้วยอิฐหรือคอนกรีตไม่เสริมเหล็กหรือวัตถุทนไฟอย่างอื่น ผนังนี้ต้องหนาไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร
ห้องแถวและตึกแถวซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแนวยาว ให้มีผนังกันไฟหนาไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร ตั้งแต่ระดับพื้นดินขึ้นไปสูงเหนือหลังคาอาคารไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ทุกระยะไม่เกินห้าห้อง และในกรณีที่ห้องแถวหรือตึกแถวดังกล่าวปลูกสร้างในแนวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเดียวกันหรือต่างโครงสร้างกัน และไม่ว่าจะเป็นของเจ้าของเดียวกันหรือไม่ ให้เว้นระยะห่างระหว่างห้องไม่น้อยกว่า 4.00 เมตร โดยไม่มีสิ่งกีดขวางและปกคลุมทุกระยะยี่สิบห้องที่ติดกัน
ตึกแถวที่สูงสามชั้นต้องมีพื้นชั้นสองหรือชั้นสามสร้างด้วยวัตถุทนไฟชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นอย่างน้อย ถ้าสูงเกินสามชั้นต้องสร้างพื้นด้วยวัตถุทนไฟทุกชั้น
ข้อ 26 อาคารทุกชนิดจะปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งถมด้วยขยะมูลฝอยมิได้ เว้นแต่ขยะมูลฝอยนั้นจะได้กลายสภาพเป็นดินแล้ว หรือได้ทับด้วยดินกระทุ้งแน่นไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร และมีลักษณะไม่เป็นอันตรายแก่อนามัยและมั่นคงแข็งแรง
ข้อ 27 รั้วหรือกำแพงกั้นเขตให้ทำได้สูงเหนือระดับถนนสาธารณะไม่เกิน 3.00 เมตร และต้องให้คงสภาพได้ดิ่งอยู่เสมอไป ประตูรั้วหรือกำแพงซึ่งเป็นทางรถเข้าออก ถ้ามีคานบนไห้วางคานนั้นสูงจากระดับถนนสาธารณะไม่น้อยกว่า 3.00 เมตร
ข้อ 28 ป้ายโฆษณาที่เป็นอาคารต้องติดตั้งโดยไม่บังช่องลมหน้าต่างหรือประตู และต้องติดตั้งด้วยวัตถุอันถาวรและมั่นคงแข็งแรง
ข้อ 29 สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร และลาดขึ้นลงไม่ชันกว่าร้อยละแปด ถ้ามีหลังคาคลุมต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า 3.00 เมตรจากระดับพื้นสะพาน
ข้อ 30 การปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารดังต่อไปนี้จะต้องได้รับอนุญาตก่อน คือ
(1) เพิ่มชั้นหรือขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดรวมตั้งแต่หกตารางเมตรขึ้นไป
(2) เปลี่ยนหลังคาหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม อันเป็นการเพิ่มน้ำหนักแก่หลังคาเดิมเกินร้อยละสิบ
(3) เพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน
(4) เปลี่ยนเสา คาน บันได ผนัง หรือเพิ่มผนังหรือส่วนประกอบอื่น อันเป็นการเพิ่มน้ำหนักแก่อาคารเดิมเกินร้อยละสิบ
หมวด 5
ส่วนต่าง ๆ ของอาคาร 
ข้อ 31 ห้องที่ใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างหรือยาวไม่ต่ำกว่า 2.50 เมตร กับรวมเนื้อที่พื้นทั้งหมดไม่น้อยกว่าเก้าตารางเมตร
ข้อ 32 ห้องนอนหรือห้องที่ใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคาร ให้มีช่องประตูและหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของพื้นที่ของห้องนั้น โดยไม่รวมนับส่วนประตูหรือหน้าต่างอันติดต่อกับห้องอื่น
ข้อ 33 ช่องทางเดินภายในอาคารสำหรับบุคคลใช้สอยหรือพักอาศัย ต้องกว้างไม่น้อยกว่า 1.00 เมตร กันมิให้มีเสากีดกั้นส่วนหนึ่งส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น ทั้งให้มีแสงสว่างแลเห็นได้ชัด
ข้อ 34 ยอดหน้าต่างและประตูในอาคาร ให้ทำสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า1.80 เมตร และบุคคลซึ่งอยู่ในห้องต้องสามารถเปิดประตูหน้าต่างและออกจากห้องนั้นได้โดยสะดวก
ข้อ 35 ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดาน ยอดฝา หรือยอดผนังของอาคารตอนต่ำสุดต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ตามตารางต่อไปนี้
ประเภทการใช้อาคาร
มีระบบปรับอากาศ
ไม่มีระบบปรับอากาศ
1. พักอาศัย ห้องเรียนนักเรียนอนุบาล
2.40 เมตร
2.40 เมตร
2. สำนักงาน ห้องพักในโรงแรม
ห้องคนไข้พิเศษ
2.40 เมตร
3.00 เมตร
3. ห้อเรียน ห้องอาหาร ห้องโถง ภัตตาคาร
2.70 เมตร
3.00 เมตร
4. ห้องขายสินค้า เก็บสินค้า โรงงาน
ห้องประชุม ห้องคนไข้รวม โรงครัว
และอื่น ๆ ที่คล้ายกัน
3.00 เมตร
3.50 เมตร
5. ห้องแถว ตึกแถว


5.1 ชั้นล่าง
3.50 เมตร
3.50 เมตร
5.2  ตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไป


5.2.1 ห้องเก็บสินค้า หรือประกอบสินค้า
3.00 เมตร
3.50 เมตร
5.2.2  ห้องพักอาศัย
2.40 เมตร
3.00 เมตร
6. ครัวไฟสำหรับอาคารพักอาศัย
2.40 เมตร
2.40 เมตร
7. อาคารเลี้ยงสัตว์ คอกสัตว์
ซึ่งมีคนพักอาศัยอยู่ข้างบน
3.50 เมตร
3.50 เมตร
8. ห้องน้ำ ห้องส้วม ระเบียง
ช่องทางเดินในอาคาร
2.00 เมตร
2.00 เมตร
ความสูงสุทธิของอาคารส่วนที่ใช้จอดรถยนต์ หมายถึง ความสูงจากพื้นถึงใต้คานหรือท่อหรือสิ่งคล้ายคลึงกันต้องไม่น้อยกว่า 2.10 เมตร
สำหรับห้องที่มีการสร้างพื้นระหว่างชั้นของอาคารต้องมีความสูงจากระดับบนของพื้นห้องถึงระดับต่ำสุดของเพดานไม่ต่ำกว่า 5.00 เมตร โดยพื้นระหว่างชั้นของอาคารดังกล่าวต้องมีความสูงจากจากระดับของพื้นห้องไม่ต่ำกว่า 2.25 เมตร และต้องมีเนื้อที่ไม่เกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมดของห้องนั้น ๆ ห้ามกั้นริมของพื้นระหว่างชั้นสูงเกิน 90 เซนติเมตร เว้นแต่กรณีที่มีการจัดระบบการปรับอากาศ
ข้อ 36 พื้นชั้นล้างของอาคารที่พักอาศัยต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างไม่ต่ำกว่า 75 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างตัน ต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า 10เซนติเมตร และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะ ความสูงจะต้องวัดจากระดับทางสาธารณะนั้น
ข้อ 37 ห้ามมิให้มีประตูหน้าต่างหรือช่องลมจากครัวไฟเปิดเข้าสู่ห้องส้วมหรือห้องนอนของอาคารได้โดยตรง
ข้อ 38 เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ ต้องมีผนังเตาก่อด้วยอิฐดินเผาหรืออิฐทนไฟกำบังความร้อนมิให้เกิดอันตรายไฟไหม้ส่วนอาคารที่ต่อเนื่องกับเตา และต้องตั้งอยู่ในอาคารที่ประกอบด้วยวัตถุทนไฟ ทั้งนี้เตาต้องตั้งห่างจากผนังอาคาร หรือสิ่งที่เป็นเชื้อไฟรอบรัศมีไม่ต่ำกว่า4.00 เมตร โครงหลังคา วัตถุมุงหลังคา ปล่องระบายควันไฟ และเพดาน ส่วนประกอบเพดาน ถ้ามีต้องเป็นวัตถุทนไฟ และต้องทำปล่อยระบายควันไฟมิให้ฝาผนังหรือหลังคารับความร้อนจัด โดยความสูงของปล่องต้องสูงกว่าหลังคาอาคารข้างเคียงภายในระยะโดยรอบ 25.00 เมตร ไม่น้อยกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างของปล่องโดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 20เซนติเมตร
ข้อ 39 ประตูสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรมหรืออาคารพาณิชย์ ถ้ามีธรณีประตูต้องเรียบเสมอกับพื้น
ข้อ 40 บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า90 เซนติเมตร ช่องหนึ่งสูงไม่เกิน 3.00 เมตร ลูกตั้งสูงไม่เกิน 20 เซนติเมตร และลูกนอนกว้างไม่น้อยกว่า 22 เซนติเมตร
ข้อ 41 บันไดสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ ต้องทำขนาดไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร ช่วงหนึ่งสูงไม่เกิน 4.00 เมตร ลูกตั้งสูงไม่เกิน 19 เซนติเมตร และลูกนอนกว้างไม่น้อยกว่า 24 เซนติเมตร
ข้อ 42 บันได้ซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้ ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น ถ้าตอนใดต้องทำเลี้ยวมีบันไดเวียนส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องกว้างไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร
อาคารที่มีบันไดติดต่อกันตั้งแต่สี่ชั้นขึ้นไป พื้น ประตู หน้าต่าง วงกบ ของห้องบันได บันได และสิ่งก่อสร้างโดยรอบบันได ต้องก่อสร้างด้วยวัตถุทนไฟ
หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศ หรือช่องแสงสว่างสว่างซึ่งทำติดต่อกันสูงเกิน 10.00 เมตร ต้องสร้างด้วยวัตถุทนไฟ
ข้อ 43 ลิฟท์สำหรับบุคคลใช้สอย ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟท์นั้นต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้น ส่วนปลอดภัยของลิฟท์ต้องมีอยู่ไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักที่กำหนดให้
ข้อ 44 วัตถุมุงหลังคาให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ เว้นแต่อาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างอาคารอื่น ซึ่งมุงด้วยวัตถุทนไฟ หรือห่างเขตที่ดินหรือทางสาธารณะเกิน40.00 เมตร จะใช้วัตถุอื่นก็ได้
ข้อ 45 ส่วนฐานรากของอาคารต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักที่จะใช้บรรทุกได้โดยปลอดภัย ในกรณีที่เห็นว่าการกำหนดฐานรากยังไม่มั่นคงเพียงพอให้เรียกรายการคำนวณจากเจ้าของอาคารเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ข้อ 46 อาคารที่ปลูกสร้างสูงเกินเจ็ดชั้น ให้มีพื้นที่ดาดฟ้าเพื่อใช้เป็นทางหนีไฟทางอากาศตามสภาพที่เหมาะสม
หมวด 7
แนวอาคารและระยะต่าง ๆ
ข้อ 69 ห้ามมิให้บุคคลใดปลูกสร้างอาคารหรือส่วนของอาคารยื่นออกมาในหรือเหนือทางหรือที่ดินสาธารณะ
ข้อ 70 ตึกแถว ห้องแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ได้ร่นแนวห่างจากเขตทางสาธารณะไม่เกิน 2.00 เมตร ห้องกันสาดของพื้นชั้นแรกต้องสูงจากระดับทางเท้าที่กำหนด 3.25 ระเบียงด้านหน้าอาคารมีได้ตั้งแต่ระดับพื้นชั้นที่สามขึ้นไป และยื่นได้ไม่เกินส่วนที่ยื่นสถาปัตยกรรม
ห้ามระบายน้ำจากกันสาดด้านหน้าอาคารและจากหลังคา ลงในที่สาธารณะหรือในที่ดินที่ได้ร่นแนวอาคารจากเขตทางสาธารณะโดยตรง แต่ให้มีรางระบายหรือท่อระบายรับน้ำจากกันสาดหรือหลังคาให้เพียงพอลงไปถึงพื้นดินแล้วระบายลงสู่ท่อสาธารณะหรือบ่อพัก
อาคารตามวรรคที่หนึ่งได้ร่นแนวห่างจากเขตทางสาธารณะเกิน 2.00เมตร หากมีกันสาดระเบียง หรือส่วนยื่นสถาปัตยกรรมใดยื่นออกมาในระยะ2.00 เมตร จากเขตทางสาธารณะต้องปฏิบัติตามสองวรรคแรกด้วย
ข้อ 71 ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารสูงกว่าระดับพื้นดินเกินสองเท่าของระยะจากผนังด้านหน้าของอาคารจดแนวถนนฟากตรงข้าม
ข้อ 72 อาคารปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างไม่ถึง 6.00เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากศูนย์กลางทางสาธารณะอย่างน้อย 3.00 เมตร
ตึกแถว ห้องแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 10.00 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากศูนย์กลางทางสาธารณะอย่างน้อย 6.00 เมตร
ตึกแถว ห้องแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างตั้งแต่ 10.00 เมตรขึ้นไป ให้ร่นแนวอาคารห่างจากแนวถนนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างของแนวถนน สำหรับริมทางสาธารณะที่กว้างกว่า 20.00 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากแนวถนนอย่างน้อย 2.00 เมตร
ข้อ 73 สำหรับอาคารหลังเดียวกันซึ่งมีถนนสองสายขนาบอยู่ และถนนสองสายนั้นขนาดไม่เท่ากัน เมื่อส่วนกว้างของอาคารนั้นไม่เกิน 15 เมตร อนุญาตให้ปลูกสร้างสูงได้สองเท่าของแนวถนนที่กว้างกว่าได้ทั้งหลัง
สำหรับอาคารหลังเดียวกันซึ่งอยู่ที่มุมถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างได้สูงสองเท่าของแนวถนนที่กว้างกว่า ลึกไปตามถนนที่แคบกว่าไม่เกิน 15.00 เมตร อาคารส่วนที่ลึกเกินนั้นให้ถือเกณฑ์ตามข้อ 71
ข้อ 74 อาคารที่ปลูกในที่ดินเอกชนให้ผนังด้านที่มีหน้าต่าง ประตู หรือช่องระบายอากาศอยู่ห่างเขตที่ดินได้สำหรับชั้นสองลงมาระยะไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร สำหรับชั้นสามขึ้นไประยะไม่น้อยกว่า 3.00 เมตร
สำหรับอาคารที่มีระเบียงด้านชิดที่ดินเอกชน ริมระเบียงต้องห่างจากเขตที่ดินตามวรรคหนึ่ง
ข้อ 75 อาคารที่ปลูกสร้างชิดเขตที่ดินต่างผู้ครอบครอง อนุญาตให้เฉพาะฝาหรือผนังทึบ ไม่มีประตูหน้าต่างและช่องระบายอากาศอยู่ชิดเขตได้พอดี แต่มิให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารรุกล้ำเขตที่ดินข้างเคียง ตึกแถวที่มีดาดฟ้าสร้างชิดเขต ให้สร้างผนังทึบด้านชิดเขตสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร
ในกรณีชายคาอยู่ชิดเขตที่ดินข้างเคียงต้องมีการป้องกันน้ำจากชายคาไม่ให้ไหลตกลงในที่ดินนั้นด้วย
ข้อ 76 อาคารประเภทต่าง ๆ จะต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมไม่น้อยกว่าส่วนที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้
(1) อาคารที่พักอาศัยแต่ละหลังให้มีที่ว่างอยู่ 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่
(2) อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะซึ่งไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัย ให้มีที่ว่างอยู่ใน 10 ใน 100 ส่วนของพื้นที่ แต่ถ้าใช้เป็นที่พักอาศัยด้วยให้มีที่ว่างอยู่ 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่
(3) ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะสูงไม่เกินสามชั้น และไม่อยู่ริมทางสาธารณะต้องมีที่ว่างด้านหน้าอาคารไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร ถ้าสูงเกินสามชั้นต้องมีที่ว่างด้านหน้าอาคารไม่น้อยกว่า 12.00 เมตร
ในกรณีที่อาคารหันหน้าเข้าหากันให้มีที่ว่างร่วมกันได้
ในกรณีที่หันหน้าตามกัน ให้มีที่ว่างด้านหน้าของอาคารแถวหลังเป็นทางเดิน หลังอาคารของอาคารแถวหน้าด้วย
(4) ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะจะต้องมีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันกว้างไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร โดยให้แสดงเขตดังกล่าวให้ปรากฏด้วย
ในกรณีที่อาคารหันหลังเข้าหากัน จะต้องเว้นทางเดินด้านหลังไม่น้อยกว่า 4.00 เมตร
(5) ห้องแถว ตึกแถว และอาคารพาณิชย์ ที่ตั้งอยู่มุมถนนสองสายตัดกัน และมีทางออกสู่ด้านหน้าทั้งสองสายในระยะไม่เกิน 15 เมตร จากมุมถนนสองสาย หรือตั้งอยู่ริมทางสาธารณะสองสายขนาบอยู่ ทางสายใดสายหนึ่งกว้างไม่น้อยกว่า 10.00 เมตร ทางขนาบกั้นนั้นห่างจากกันไม่เกิน 15.00เมตร และได้ร่นแนวอาคารตามข้อ 72 จะไม่มีที่ว่างหรือทางเดินหลังอาคารก็ได้
ข้อ 77 ห้องแถว ตึกแถว และอาคารพาณิชย์ ต้องมีช่องหน้าต่างหรือประตูเปิดสู่ภายนอกได้ไม่น้อยกว่า 20 ใน 100 ส่วน ของพื้นที่อาคารทุกชั้น
ช่องหน้าต่างหรือประตูเปิดสู่ภายนอก หมายถึง ช่องเปิดขอผนังด้านทางสาธารณะหรือด้านที่ห่างที่ดินเอกชนสำหรับอาคารชั้นสองลงมาไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร สำหรับชั้นสามขึ้นไปไม่น้อยกว่า 3.00 เมตร
ข้อ 78 อาคารซึ่งใช้เป็นสถานที่บริการอัดฉีดน้ำมันยานยนต์ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับนั้น ๆ แล้ว ต้องห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 5.00 เมตร และมีการป้องกันมิให้ละอองน้ำมันเข้าไปในเขตที่ดินข้างเคียงได้ด้วย   อาคารแผงลอย ต้องมี


ระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร


ที่มา :




http://www.besthousegroup.com/